ลักษณะที่ใช้เทคโนโลยีในการโฆษณาที่แตกต่างกัน

ธุรกิจบนโลกออนไลน์มีขึ้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ๆของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่ในปัจจุบันมีความต้องการในการขยายธุรกิจของตัวเองไปในโลกออนไลน์และหากลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ อย่างที่รู้กันว่าในปัจจุบันที่มีการขยายตัวค่อนข้างสูงของกลุ่มลูกค้าในโลกออนไลน์

ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ในแพลตฟอร์มต่างๆไม่ว่าจะเป็น YouTube Facebook หรือแม้แต่จะเป็น Instagram ก็มีร้านขายของเป็นจำนวนมากที่มาลงสินค้าตัวเองและแนะนำการใช้สินค้าต่างๆ การเกิดคลื่นและการปรับตัวอย่างนี้ทำให้มีเจ้าของกิจการขายของออนไลน์

เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับร้านค้าหลายร้านเป็นจำนวนมากและสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในหลายๆธุรกิจ จึงสำคัญอย่างยิ่งว่าธุรกิจต่างๆจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาและสร้างศักยภาพใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆและมีการพัฒนาการทำงานที่มีคุณภาพและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้

การขยายตัวของธุรกิจในปัจจุบันที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น กลุ่มลูกค้าก็เพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นและในปัจจุบันที่มีผลวิจัยออกมาว่าผู้คนอยู่ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่างหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลาต่อวัน 6-8 ชั่วโมง

เป็นเวลาที่เยอะมากๆหากเราสามารถแทรกสิ่งที่เรานำเสนอเหล่านี้ให้กับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้ จะทำให้สินค้าเราเข้าไปอยู่ในใจของคุณลูกค้าและสร้างโอกาสในการซื้อสินค้าได้วิธีที่จะให้ลูกค้าผ่านตามากที่สุด มีหลากหลายวิธีแล้วแต่จะเลือกกันแต่ละวิธีก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันเช่นเดียวกันและข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

การทำ Facebook ADS ถือว่าเป็นข้อดีและมีความทรงพลังค่อนข้างมาก วันนี้ส่วนนี้คือการยิงโฆษณาเข้าสู่ลูกค้าโดยตรงและกลุ่มเป้าหมายนี้ก็มีโอกาสค่อนข้างมากที่จะซื้อสินค้าของเรา ในการทำ Facebook ADS ถือว่ามีความแม่นยำอย่างมากในการกำหนดลูกค้าสร้างความสนใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางว่าจะเป็น Facebook

ที่ทำให้ลูกค้าสามารถบ่งบอกได้ว่าตัวเองชอบสินค้าชนิดใดหรือรูปแบบการให้บริการชนิดใด จึงทำให้มีความง่ายดายมากยิ่งขึ้นในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อเลือกในการยิงโฆษณาเข้าไป

การใช้ influencer ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายๆคนเลือกที่จะให้การรีวิวสินค้าของตัวเอง ให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้เห็นสินค้ามากที่สุด Influencer คือผู้ที่มีผลกระทบหรือ สามารถกำหนดทิศทางของสังคมได้ว่าสังคมมีความต้องการสินค้าชนิดใด

หากทั้งหมดนี้การเลือกรูปแบบในการพัฒนาศักยภาพในการสร้างโฆษณาของธุรกิจตัวเองจะทำให้ธุรกิจเรานั้นสามารถเติบโตไปได้และสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ สร้างความต้องการในสินค้าเหล่านี้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานเพื่อยิ่งขึ้นรวมทั้งสามารถขยายฐานการตลาด หรือกลุ่มลูกค้าไม่ใหญ่มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

เทรนการทำงานในสถานที่ต่างๆ

Work from home คือเทรนในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งผู้คนมีความต้องการในการทำงานในสถานที่ต่างๆที่ต้องการ สร้างลักษณะงานใหม่ๆเกิดขึ้นใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หรือการนำในส่วนของเวลาที่สูญเสียไปกับการเดินทางมาปรับเปลี่ยนเป็นการพัฒนาตัวเอง

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีในส่วนของซอฟต์แวร์ต่างๆอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าถึงได้ของบริษัทต่างๆ จึงทำให้บริษัทแต่ละบริษัทมีการพัฒนาลักษณะการทำงานของบุคลากรภายในองค์กรได้ สร้างการเติบโตและการทำงานรูปแบบใหม่ๆอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้คนมีความต้องการในการทำงานในสถานที่ต่างๆที่ตัวเองต้องการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจหรือสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้ได้มากที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมแต่ละบริษัทต้องมีการวางโครงสร้างให้เหมาะสมหากมีการทำงานนอกสถานที่และไม่มีการควบคุมหรือการวางโครงสร้างที่เหมาะสม

ก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมดูแลการทำงานได้และดึงประสิทธิภาพสูงสุดของการทำงานออกมาได้

ในปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานมากมายแต่ว่าแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือในแบบของ work from home ในปัจจุบัน บริษัทหลายบริษัทในแถบยุโรปก็มีการพัฒนาและปรับใช้ แล้วอย่างไรก็ตามในปัจจุบันในประเทศไทยก็มีในส่วนของบริษัทลูกของบริษัทต่างๆ

ที่เริ่มมีการปรับรูปแบบในการทำงาน นำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ต่างๆและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานมากที่สุด Notebook คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสมาร์ทโฟนอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ สามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์หรือแม้แต่ใช้ Application ต่างๆ

ได้ซึ่งทำให้สามารถทำงานในสถานที่ต่างๆที่ต้องการได้ การทำงาน work from home ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คล้ายๆกับการทำงานฟรีแลนซ์ ต่างกันตรงได้รับเงินเดือนประจำกับทำงานตามที่สั่งและได้รับเงินตามผลงาน 2 อย่างนี้

มีความต่างกันและคล้ายกันหากมีการปรับรูปแบบในการทำงานให้ใช้ในส่วนคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละองค์กร ก็สามารถที่จะสามารถพัฒนาบริษัทของตัวเองให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันได้

โดยเฉพาะในปัจจุบันมีความต้องการในการพัฒนาในส่วนของบริษัทมากมาย การแข่งขันกันสูงมากยิ่งขึ้นการที่พัฒนาองค์กรเพื่อลดต้นทุนต่างหรือแม้แต่จะเป็นรูปแบบในการทำงานให้ยืดหยุ่นที่สุด ก็จะช่วยดึงประสิทธิภาพสูงสุดของบุคลากรออกมารวมทั้งยังประหยัดในส่วนของค่าใช้จ่ายลดต้นทุนในการดำเนินกิจการลง

นี่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำปัจจุบันและบริษัทต้องมีการนำมาทบทวนเรื่องแผนการต่างๆในปัจจุบันเทรนการทำงานที่บ้านหรือ work from home รับความนิยมอย่างยิ่งเพราะผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

คอมพิวเตอร์-อะไรคือ Apache Kafka

มันคือโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการคิว ล่าสุดจาก apache

การสร้าง platform นี้ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ 3 อย่างเลยคือ

  1. เผยแพร่และเพื่อให้การทำงานกับเรคคอร์ด, หรือระบบการจัดการต่างๆ ให้มีความเป็นไปอย่างมีลำดับ

2.การเก็บข้อมูลของ streams เพื่อป้องกันการเกิดข้อผิดพลาด

3.โปรเซสการทำงานในแต่ละ process จะเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้

Kafka เป็น application เพื่อการทำงานหลัก ๆอยู่สองอย่างคือ

1.เพื่อสร้าง data pipeline ที่เป็นแบบ เรียลไทม์เพื่อรับข้อมูลระหว่างแอพลิเคชันและระบบ

  1. เพื่อสร้างแอพลิเคชัน streaming แบบ real-time เพื่อการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของ data streams

เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของมัน เราจะไปดูด้านล่างดังนี้

Concept คือ kafka รันบนคลัสเตอร์ที่อยู่บน server เพียงตัวเดียวหรือมากกว่าหนึ่งตัว และสามารถกระจายอยู่ในหลาย data center 

Kafka cluster เก็บ streams ของเรคอร์ดให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งเราจะเรียกว่า topics, แต่ละ record จะมี key, value, timestamp

Kafka มี api อยู่สี่ตัวหลัก ๆคือ 

  1. Producer API อนุญาตให้ แอพลิเคชันเผยแพร่ stream ของ เรคอร์ดไปสู่ kafka topics อันเดียวหรือหลายอันได้ 
  2. Consumer API อนุญาตให้ แอพลิเคชันติดตามมากว่า 1 topics ได้ และการทำงานของมันสามารถสร้าง stream ของเรคอร์ดเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้ 
  3. Streams API จะทำงานกับแอพลิเคชันคล้ายๆ กับ stream cluster ที่มันจะสร้าง output จำนวนหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่ง topics โดยเป็นการเปลี่ยนรูปจาก input streams ไปยัง output streams
  4. Connector API เปิดให้มีการ build หรือการรัน producers และ consumer ใหม่ได้ แต่ว่า แอพลิเคชันนั้นต้องมีอยู่จริงหรือว่าเป็นระบบข้อมูลโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น connector ที่เชื่อมต่อไปยัง relational database จะต้องจับการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกี่ยวกับ table 

Kafka เป็น message queue ที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่อง client และเครื่อง server เพื่อให้การทำงานมันง่าย, มีประสิทธิภาพสูง, ใช้ภาษาด้านที่เกี่ยวกับ tcp protocol โปรโตคอลเวอร์ชันนี้สามารถเก็บได้และจะรันย้อนหลังก็ได้ ทำให้ดีกว่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชันเก่ากว่า ซึ่งเรามีการจัดเครื่อง java client สำหรับ kafka โดยเฉพาะ แต่ว่า client สามารถใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โดยการเขียนได้หลายภาษา

Topics and Logs เรามาดูเรื่องจอง topics และ logs ที่ใช้ใน kafka

หัวข้อคือเราต้องการจัดข้อมูลจำนวนมหาศาล และการดำเนินงานใน kafka ต้องได้รับการยอมรับ คือ topic จริงๆ แล้วจะเริ่มตั้งแต่ 0 หรือผู้บริโภคหลายรายต้องใช้ topic จำนวนน้อยๆก่อนที่จะเขียน data ลงไปที่มัน

ตัวอย่างเช่น data cluster จะยังคงเก็บ partitioned log เอาไว้

แต่ละ partition จะถูกเรียงลำดับ ซึ่งเรคอร์ดที่มาทีหลังใช้วิธีการต่อด้านท้ายเอา ซึ่งจำนวนของการ insert ข้อมูลเราเรียกว่าการตั้งค่า offset และแต่ละ record จะถูกเก็บอยู่ใน partition

เรียนรู้ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสตริง ตัวเลข วันที่เวลา ในภาษา PHP

ฟังก์ชั่นที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสตริง ตัวเลข วันที่เวลา ในภาษา PHP มีมากมาย ทีน่าสนใจและน่าติดตาม เราจำเป็นต้องเรียนรู้ฟังกชั่นที่สำคัญๆและใช้บ่อยๆเอาไว้

ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสตริงย่อย

strstr(สตริงย่อย, สตริงหลัก) เลือกเอาเฉพาะสตริงนับตั้งแต่สตริงย่อยที่พบเป็นต้นไป ดังตัวอย่างนี้

$str = “You will never walk alone”;

$substr = “walk”;

$s = strstr($str, $substr); //ผลลัพธ์ได้มาเป็น walk alone

substr(สตริงหลัก, ตำแหน่งเริ่มต้น [,ความยาว]) เป็นคำสั่งคัดเอาสตริงย่อยโดยกำหนดตำแหน่งเริ่มต้น และความยาวที่ต้องการ ลักษณะของการกำหนดอาร์กิวเมนต์คือ

หากเรามกำหนดความยาว หรือจำนวนอักขระ โปรแกรมจะทำดีฟอลต์ด้วยการคัดเอาสตริงทั้งหมดนับตั้งแต่ ตำแหน่งเริ่มต้นไปจนจบสตริง

หากกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นเป็นบวกการคัดลองสตริงจะเริ่มที่ตำแหน่งนั้น

หากกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นเป็นลบการคัดลอกสตริงจะเริ่มที่ตำแหน่ง => ความยาว – ตำแหน่งเริ่มต้นที่กำหนด

หากกำหนดค่าความยาวเกินกว่าความยาวของสตริงโปรแกรมจะคัดเอาจนถึงแค่จุดสิ้นสุดสตริง ดังตัวอย่างเช่น

$str = “ABCDEFGHIJ”;

$sub1 = substr($str,3); //DEFGHIJ

$sub2 = substr($str,3,2); //DE

$sub3 = substr($str,-3); //HIJ

substr_count(สตริงหลัก,สตริงย่อย) ทำงานโดยการนับจำนวนคำที่มีอยู่ในสตริง โดยรูปแบบตัวพิมพ์ต้องตรงกันแบบเป๊ะๆด้วย

$s =  “aaabbaaa AAAbbb aAaaaa”;

$c = substr_count($s, “aaa”); // ผลลัพธ์คือ 3

ฟังก์ชั่นในการค้นหาสตริง

strpo(สตริงหลัก,สตริงย่อย) ค้นหาตำแหน่งของสตริงย่อย ซึ่งค่าที่คืนกลับมาจะเป็นตำแหน่งที่ค้นพบสตริงย่อยครั้งแรก แต่หากว่าไม่พบ จะคืนค่า null กลับมาโดยที่ลักษณะของตัวพิมพ์จะต้องเหมือนกัน เช่น

$str = “no pain no gain”;

$pos = strpos ($str, “no”); //0

$pos = strpos($str, “in”); //5

$pos = strpos($str, “No”); //null ไม่เจอค่า เพราะต้องตรงทั้งตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่

ฟังก์ชั่นในการแทนที่สตริง

เป็นฟังก์ชั่นในการแทนที่สตริงด้วยค่าที่กำหนด

str_replace(สตริงที่จะค้นหา, สตริงที่จะใช้แทนที่, สตริงหลัก) การทำงานคือการแทนที่สตริงย่อยด้วยสตริงย่อยใหม่ที่ต้องการ หากสตริงย่อยที่เราต้องการค้นหามีมากกว่า 1 ครั้ง ก็จะถูกแทนที่ทั้งหมด

$str = “no pain no gain”;

$substr_old = “no”;

$substr_new = “more”;

$newstr = str_replace($substr_old, $substr_new, $str);

echo $newstr; //more pain more gain

ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสตริง

ในภาษาพัฒนาเว็ปไซต์ PHP มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสตริง ตัวเลข เวลามากมายรอคอยให้เราไปศึกษา และทำความเข้าใจอยู่ เพื่อให้เรานำเอามา adapt , apply ใช้ให้เหมาะสม

แล้วจะทำให้เว็ปไซต์ หรือ application ต่างๆที่พัฒนาจาก PHP สามารถก้าวล้ำหน้าคู่แข่งไปได้ไกล เพราะเรารู้จักใช้และดัดแปลงฟังก์ชั่นต่างๆได้เป็นอย่างดี เราควรรู้ไว้บ้างเพื่อนำไปใช้ ดังนี้

str_replace(สตริงที่จะค้นหา, สตริงที่จะแทนที่, สตริงหลัก) คำสั่งฟังก์ชั่นนี้จะทำหน้าที่ทดแทนที่สตริงย่อยๆแล้วเปลี่ยนเป็นสตริงย่อยใหม่ที่ต้องการ และหากว่าสตริงย่อยที่เราต้องการค้นหาและจะแทนที่นั้นมีมากกว่า 1 ครั้ง ก็จะเป็นการแทนที่ทั้งหมด ดังตัวอย่าง

$str = “no pain no gain”;

$substr_old = “no”;

$substr_new = “more”;

$newstr = str_replace($substr_old, $substr_new, $str);

echo $newstr; // result คือ more pain more gain

str_ireplace(…) เป็นฟังก์ชั่นในการแทนที่เช่นกัน แต่ว่าข้อแตกต่างคือ จะไม่สนใจความแตกต่างของตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ (ignore case) นั่นเอง

strtr(สตริงหลัก, อาร์เรย์ของสตริงที่จะใช้แทนที่) ฟังก์ชั่นนี้ จะเป็นการแทนที่สตริงอีกรูปแบบหนึ่ง โดยตัวฟังก์ชั่นเราจะสามารถกำหนด substring ในการแทนที่ได้มากกว่ 1 คำ และการแทนที่อาร์เรย์สตริงที่ใช้แทนนั้นต้องกำหนดในรูปแบบของ keys/value ดังนี้

key = สิ่งที่เราต้องการค้นหา

value = สิ่งที่เราจะนำไปแทนที่ ซึ่งรูปแบบของตัวพิมพ์จะต้องตรงกันด้วย จึงจะแทนที่กันได้

$str = “คนเสพสบาย คนขายรวย”

$a = array(‘สบาย’ => ‘ตาย’, ‘รวย’ => ‘ติดคุก’);

$s = strtr($str, $a);

echo $s; //ผลลัพธ์คือ คนเสพตาย คนขายติดคุก

ฟังก์ชั่นในการตัดช่องว่าง และเติมสตริง

ltrim(สตริง) เป็นฟังก์ชั่นในการตัดช่องว่างทางด้านซ้าย (Left) ของสตริงออกทั้งหมด

$str = “   PHP “;

$s = ltrim($str); //ผลลัพทธ์ $s=”PHP

rtrim(สตริง) เป็นฟังก์ชั่นในการตัดช่องว่างทางด้านขวา (RIGHT) ของสตริงออกทั้งหมด

$str = “   PHP “;

$s = rtrim($str); //ผลลัพทธ์ $s=” PHP”

trim(สตริง) เป็นฟังก์ชั่นในการตัดช่องว่างทั้งทางด้านซ้ายและทางด้านขวา (Trim) ของสตริงออกทั้งหมด

$str = “   PHP “;

$s = trim($str); //ผลลัพทธ์ $s=”PHP”

str_pad(สตริงหลัก,ความยาว,สตริงย่อย,รูปแบบ) เป็นการเติมสตริงย่อยเพื่อให้สตริงหลักมีความยาวตามที่ระบุ โดยต้องระบุรูปแบบว่าให้เติมสตริงลงในตำแหน่งใด ดังนี้ STR_PAD_LEFT, STR_PAD_RIGHT, STR_PAD_BOTH คือจะให้เติมไปที่ด้านซ้าย หรือขวา หรือทั้งสองด้าน ตามลำดับ

$str = “PHP”;

$s = str_pad($str,10,”*”, STR_PAD_RIGHT);

//ผลลัพธ์ PHP*******

เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

สั่งอาหารผ่านคอมพิวเตอร์

คอม​พิวเตอร์​หรือ​แท็บเล็ต​มีความจำเป็น​และสำคัญ​มาก​สำหรับ​ร้านอาหารใหญ่​ๆในห้างสรรพสินค้า​หรือในร้านอาหาร​ที่ทันสมัย​จะมีการสั่งอาหาร​ผ่านคอมพิวเตอร์​หรือแท็บเล็ต​โดยจะมีการตั้งโปรแกรม​เมนู​อาหารไว้ในคอมพิวเตอร์​หรือแท็บเล็ต​แล้วแต่ร้านแต่ส่วนมากจะเห็นเป็นแท็บเล็ต​จพมีประจไโต๊ะ​อาหาร​ทุกโต๊ะ​เมื่อเราเข้าไปนั่งโต๊ะ​อาหารก็สามารถ​สั่งอาหาร​ในแท็บเล็ต​ได้เลย

โดยไม่ต้อง​เรียก​เด็กเชิฟต์และที่สำคัญคอมพิวเตอร์​สามารถ​คำน​วณ​ค่าอาหาร​ได้โดยที่เราไม่ต้อง​มาคำน​วณ​เองให้ยุ่ง​ยาก​เมื่อ​ลูก​ค้าสั่งเมนู​อาหาร​ครบคอมพิวเตอร์​ก็​จะคำน​วณ​ราคา​อาหาร​ให้อัตโนมัติ​และเมนู​ในคอมพิวเตอร์​ทางร้านจะลงราคาให้ลูกค้า​ดูได้สะดวก​ราคา​ที่ลูกค้า​ต้องจ่ายค่าอาหาร​ลูก​ก็​เห็น​และในคอมพิวเตอร์​จะมีใบเสร็จ​รายการ​อาหาร​ที่ลูกค้า​สั่งให้โดนการคำน​วณ

​โดยเครื่อง​คิดเลขในคอมพิวเตอร์​อัตโนมัติ​ทำให้​ลูกค้า​สบายใจ​ในการสั่งอาหาร​แต่ละเมนูราคา​และรวมราคาอาหาร​ตรงตามรายการ​อาหาร​ที่ลูกค้า​สั่ง

การสั่งอาหาร​ในแท็บเล็ต​ในร้านอาหาร​จะมีแต่โปรแกรม​เมนู​อาหาร​ไว้​ให้​แต่จะไม่มีโปรแกรม​อย่างอื่นเมื่อเราจะสั่งอาหารก็กดตามขั้นตอนที่ทางร้านอาจจะ​มีขั้นตอนให้ดูเลือกเมนูอาหาร​เมนู​น้ำ​ครบเสร็จ​แล้วก็กดเรียบร้อย​รายการอาหาร​จะส่งไปหาคนรับออเดอร์​และคนรับออเดอร์​จะส่งไปยังคนปรุง​อาหาร​เมื่อคนปรุง​อาหาร​ครบตามเมนู​ก็ส่งให้คนเชิฟต์​ออกไปเชิฟต์​ตามโต๊ะที่สั่งออเดอร์​ตามลำดับ

การมีคอมพิวเตอร์​หรือ​แท็บเล็ต​เข้ามามีส่วนร่วมในการสั่งออเดอร์​อาหาร​ในร้านอาหาร​จะสะดวก​รวดเร็ว​ขึ้นไม่ต้แงรอเด็กเชิฟต์​มารับออเดอร์​เราสั่งออเดอร์​อาหาร​ไว้เลยตามเมนู​แล้วก็รอแค่อาหาร​มาเชิฟต์​ที่โต๊ะ​เป็น​ความสะดวก​ทั้งคนมารับประทานอาหาร​และเจ้าของร้าน​อาหาร​ด้วยความทันสมัย​และ​ทุกคนสามารถ​ใช้คอมพิวเตอร์​หรือ​แท็บเล็ต​เป็น​จึงทำให้​การเดินทาง​ไปกินอาหาร​ในร้านอาหาร​ที่มีการสั่งอาหาร​ผ่าน​คอม​พิวเตอร์​มีคนนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะ​ร้านอาหาร​ในห้างไม่ว่าจะเป็น​ร้านกับข้าว​หรือร้านปิ้ง​ย่าง​

ร้านอาหาร​บางร้านก็ลดการจ้างพนักงาน​ลงได้เพราะมี​คอมพิวเตอร์​ในการรับเมนู​อาหาร​ให้แล้ว​เมื่อมีลูก​ค้า​เข้ามาในร้านจะมีพนักเพียง​1หรือ2คนค่อยรับลูกค้า​เมื่อลูกค้า​เลือก​โต๊ะ​ที่นั่ง​ได้แล้ว​พนักงานก็จะแนะนำขั้นตอนการสั่งให้กับลูกค้าเมื่อลูกค้าเข้าใจการสั่งเมนู​อาหาร​แล้ว​พนักง​านก็สามารถ​ไปรับลูกค้าคนอื่นอีกได้​และอีกอย่างยังช่วยพนักงาน​ในการเดินกลับไปมา​บางครั้ง​พนักงาน​1คนทั้งรับลูกค้า​ทั้งเชิฟต์​ทั้งรับเมนู​อาหาร​ทำให้เกิดข้อผิดพลาด​ได้​อีกอย่าง​คอมพิวเตอร์​สามารถ​คำน​วณ​ค่าอาหาร​และ​รายการ​ให้อัตโนมัติ​เมื่อ​ลูก​ค้าสั่งครบเมนู​สร้าง​ความประทับใจ​และสะดวก​รวดเร็ว​ให้​แก่​ลูกค้า​และ​เจ้าของ​ร้านอาหาร​ได้มาก​

การใช้งานคอมพิวเตอร์

โรคเกี่ยวกับตาที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์

     อย่างที่เรารู้กันดีว่า การใช้คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องใช้ด้วงตาในการมองคอมพิวเตอร์และหากว่าเรามีการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆมันก็จะส่งผลกับสายตาและการมองเห็นของเราด้วย

เพราะที่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะมีรังสีแผ่ออกมา ซึ่งรังสีดังกล่าวจะมีผลกระทบกับระบบสายตาของเราเป็นอย่างมาก เรามีดูอาการของโรคและวิธีการป้องกันกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

     สำหรับอาการของคนที่มีปัญหาจากการได้รับรังสีจากคอมพิวเตอร์นานๆนั้นจะมีดังนี้คือ จะมีอาการแสบตา  เจ็บตา เริ่มรู้สึกว่าสายตามเริ่มพร่ามัว ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากที่เราจ้องหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยที่เราไม่กระพริบตา

 

ซึ่งอาการที่กล่าวมาข้างต้นนี้มักจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นหากมีการพักผ่อนสายตาก็จะหาย แต่ให้สังเกตอาการด้วยว่า หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และแต่ละครั้งก็มีอาการนานขึ้นทุกครั้ง อาจจะส่งผลเสียต่อสายต่อของเราได้  เช่น อาจจะมีอาการของการเป็นสายตาสั้น หรืออาจจะเป็นโรคกระจกตาอักเสบก็ได้ ซึ่งนอกจากจะมีอาการเจ็บตา แสบตามและตาพร่าเลือนแล้ว อาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ร่วมด้วยเป็นต้น และร้อยละสามสิบสองมักจะพบปัญหาเกี่ยวกับการโรคสายตาสั้นชั่วคราว อีกด้วย

     สำหรับวิธีการรักษานั้น  ให้เราหาซื้อน้ำตาเทียมเพื่อนำมาใช้หยอดที่ตาบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตาไม่แห้ง  และน้ำตาเทียมยังช่วยยับยั้งการคั่งของเลือดที่ตาได้ด้วย

สำหรับการดูและป้องกันเพื่อให้ไม่เกิดโรคเกี่ยวกับตาอักเสบนั้น

เราควรจะมีการพักสายตาบ้าง โดยสูตรที่กำหนดไว้ส่วนใหญ่จะเป็นทุกๆหนึ่งชั่วโมงที่จ้องคอมฯให้พักสายตาด้วยการหลับตานาน 10 นาที หรือจะใช้สูตรทำงานหน้าคอมฯ 2 ชั่วโมงแล้วหลับพักสายตาประมาณ  15 นาที ซึ่งเราไม่ควรจ้องคอมฯแบบต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป

เพราะจะทำให้สายตาของเราเกิดการอ่อนล้าได้ และที่สำคัญบริเวณที่เราตั้งคอมพิวเตอร์ควรจะเป็นบริเวณที่มีแสงสว่างที่เพียงพอ สามารถมองเห็นแป้นพิมพ์ จอภาพ ให้ปริมาณแสงที่พอเหมาะ หรือถ้าหากจุดที่นั่งแสงสว่างส่องเข้าไม่ถึงให้ใช้หลอดไฟโซเดียมมาเปิดเพื่อให้แสงสว่างที่เพียงพอกับดวงตา จะช่วยให้ดวงตาไม่ต้องทำงานหนักเกินไป

 หรือหากเป็นไปได้ไปหาซื้อแผ่นกรองแสง ซึ่งเจ้าแผ่นกรองแสงนี้จะมีคุณสมบัติช่วยลดแสงที่มีความจ้ามากเกินไป และลดการสะท้อนของแสงได้อีกด้วย  ดังนั้นหากแสงที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่จ้ามากสายตาก็ไม่ต้องทำงานหนัก ก็จะไม่มีผลต่อการเป็นโรคสาตาสั้น หรือว่าสายตาอักสบ

การใช้คำสั่งเงื่อนไขของภาษา PHP

การใช้คำสั่งเงื่อนไขของภาษา PHP มีดังนี้

ภาษา PHP มีข้อดีสามารถเขียนคำสั่งเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนได้ แค่ผู้เขียนต้องทำความเข้าใจให้เป็นเหตุเป็นผลกันก่อน แล้วก็จะเริ่มเขียนมันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นหลักตรรกศาสตร์ทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นง่ายๆนั่นเอง

วิธีการก็คือ เราต้องมีลักษณะรูปแบบในการเขียนเงื่อนไขก็คือ if ถ้า เงื่อนไข A เป็นจริงให้ทำอะไร จากนั้น else ถ้าเงื่อนไข A เป็นเท็จ ให้ทำอะไร หลักการง่ายๆประมาณนี้นี่เอง ส่วนวิธีการเขียนโค้ดก็คือ เริ่มต้นด้วย <?php เช่นเคย และ if (เงื่อนไข) { ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ให้ทำ A } else { ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ให้ทำ B } และปิดท้ายด้วย ?> อย่างเช่นหากเราประยุกต์ใช้ในการตัดเกรดของนักเรียน

เราสามารถทำได้ดังนี้ เราตั้งเงื่อนไขว่า 0-49 คะแนน ติด F สอบตก, 50-59 เกรด D, 60-69 เกรด C, 70-79 เกรด B, และ 80+ เป็นเกรด A เราก็สามารถเขียนโค้ดได้ดังนี้

<?php

$score=67; // ระบุตัวแปร score มีค่าเท่ากับ 67

if($score<50){

echo “เกรด F”;

}else if($score<60){

echo “เกรด D”;

}else if($score<70){

echo “เกรด C”;

}else if($score<80){

echo “เกรด B”;

}esle{

echo “เกรด A”;

}

?>

จะเห็นได้ว่าเราสามารถเขียนเงื่อนไขทับซ้อนกันได้หลายเงื่อนไข เพียงแค่ต้องระบุให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง และหากตัวอย่างเรามีคะแนนแค่ 67 คะแนน เมื่อใส่โค้ดชุดนี้เสร็จแล้ว ผลลัพธ์หน้าเว็ปที่จะแสดงก็คือ เกรด C นั่นเอง

ต่อจากเงื่อนไขที่เป็น sting เป็นค่าเดียวแล้วนั้น อีกเรื่องที่ต้องทำความรู้จักคือเงื่อนไขที่เป็น Array หรือชุดค่าที่เก็บข้อมูลไว้หลายชื่อ โดยมากแล้วจะมีเครื่องหมาย [] ครอบเอาไว้และภายในจะแบ่งแต่ละชื่อ หรือแต่ละไอเทมด้วยสัญลักษณ์ , นั่นเอง โดยการเรียกข้อมูลนั้นเราจะเรียกข้อมูลตามค่า index 0,1,2,3,4… ไปเรื่อยๆ นั่นก็คือเรียกตามจำนวนไอเทมที่มีในสัญลักษณ์ [] นั่นเอง โดยค่าแรกจะนับเป็น 0 เสมอ

อย่างเช่น เราใช้คำสั่ง 

<?php 

    $alphabet = [“AA” , “BB” , “CC” , “DD”];

    echo “<br>”.$ alphabet [0];

    echo “<br>”.$ alphabet [1];

    echo “<br>”.$ alphabet [2];

    echo “<br>”.$ alphabet [3];

?>

เมื่อไปดูผลลัพธ์ที่หน้าเว็ปไซต์ ก็จะโชว์ผลลัพธ์ว่า

AA BB CC DD นั่นเอง

การใช้คำสั่ง array นอกจากจะเรียกเป็น index หรือตำแหน่ง ไอเทม ในกล่อง [] แล้วนั้น เรายังสามารถกำหนดชื่อ หรือ Key เพื่อใช้เรียกแทนตำแหน่งได้ด้วย เพื่อความสะดวกไม่ต้องคอยนับจำนวนไอเทมในกล่อง []  อย่างเช่น

$address = [“บ้านเลขที่” => “199”, “หมู่” => “9”, “ตำบล” => “แม่ริม”, “อำเภอ” => “ม่อนแจ่ม” , “จังหวัด” => “เชียงใหม่” ];

echo $address[“บ้านเลขที่”]; echo $address[“หมู่”]; echo $address[“ตำบล”]; echo $address[“อำเภอ”];

ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็น 199 9 แม่ริม ม่อนแจ่ม แบบนี้เป็นต้น

ต่อยอดงานกราฟฟิกด้วย Adobe Illustrator

งานกราฟฟิกในปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

จนถึงขั้นมีการหัดทำกันในระดับครัวเรือน ทำให้คนที่มีสกิลความสามารถทางด้าน Adobe Illustrator เริ่มมีมากขึ้นในตลาด จนเริ่มเป็นคำถามว่าจะเอาไปพัฒนาต่อยอดทำอะไรต่อได้อีกบ้าง หัวใจสำคัญของโปรแกรม AI คือการวาดลายเส้น รูปทรงต่างๆ

ซึ่งงานที่ออกมาจะเป็นลายเส้นเวคเตอร์กราฟฟิก ไม่ได้เป็นแนวงานวาดภาพระบายสี เหมือน Photoshop หรือ โปรแกรม Paint วันนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกันว่าสุดยอดโปรแกรมอย่าง Adobe Illustrator ทำอะไรได้บ้าง

  1. ออกแบบโลโก้ ผลิตภัณฑ์ โลโก้สินค้า โลโก้แบรนด์ต่างๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน แบรนด์โลโก้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าของคุณจดจำสินค้าหรือบริการของคุณได้ หากเราไม่ออกแบบให้ดีให้เป็นที่น่าจดจำแล้วล่ะก็ โอกาสที่ธุรกิจจะไม่โต แบรนด์ไม่ดัง คนไม่รู้จักมีสูงมาก ๆ

ฉะนั้นโปรแกรม Adobe Illustrator จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการออกแบบโลโก้แบรนด์ ด้วยเครื่องมือสร้างรูปร่างรูปแบบต่างๆ จนถึงการใส่ตัวหนังสือ เปลี่ยนสี ใส่ลาย ใส่หลาย Font ผสมกัน พลิกกลับด้าน ทำ Mirror ก็ได้หมดอย่างที่จินตนาการจะนึกออก

  1. Packaging สินค้าและผลิตภัณฑ์

ตัว Packaging สินค้าและผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ รองลงมาจากแบรนด์โลโก้ ถ้า Packaging เราโดดเด่น ร้อยทั้งร้อยลูกค้าจำเราได้แน่นอน ความโดดเด่นนี้แบ่งได้หลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ใช้งานง่าย ออกแบบให้สวยงาม หรืออกแบบด้วยวัสดุที่น่าสนใจ รักษาธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการออกแบบนั้นก็ต้องเริ่มจากการออกแบบใน AI นี้ก่อน และลองใส่สี ใส่แสงต่างๆ เพื่อจำลองว่าเวลาชิ้นงานออกมาจริงแล้วน่าสนใจขนาดไหน ดีกว่าไปลองผลิตทิ้งๆกว้างๆเปลืองเงินลงทุนไปแบบฟรีๆ

  1. ออกแบบหน้าเว็ปไซต์ให้สวยงาม

การทำเว็ปไซต์ถ้าให้ดีต้องมีการออกแบบเอาไว้ก่อน เผื่อที่ว่าเราจะได้มีไกด์ไลน์ในการออกแบบ เวลาทำงานจริงจะประหยัดเวลาไปได้มาก และไม่หลงทิศหลงทาง โปรแกรม AI นี้สามารถออกแบบได้ทุกส่วนในเว็ปไซต์เลย

ไม่ว่าจะเป็นภาพกราฟฟิค ภาพพื้นหลัง ป้ายโฆษณาส่วนหัว ส่วนท้าย หรือส่วนอื่นๆในเว็ปไซต์ รวมไปถึงไอคอน Shortcut ในการเข้าถึงเมนูต่างๆอีกด้วย

Windows Server 2012 R2

Transitive Trusts คือการทรัสต์แบบ two – way trust relationship (Automatically) เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแบบถ่ายทอดความสัมพันธ์ได้ กล่าวคือในกรณีที่โดเมน A ทรัสต์โดเมน B, โดเมน B ทรัสต์โดเมน C จากนั้นโดเมน C จะทรัสต์กับโดเมน A แบบอัตโนมัติ

Non – Transitive Trust คือการทรัสต์แบบธรรมดา ไม่มีการถ่ายทอดความสัมพันธ์ไปยังโดเมนอื่น กล่าวคือ กรณีที่โดเมน A ทรัสต์โดเมน B และโดเมน B ทรัสต์โดเมน C แต่ไม่ทำให้โดเมน C ทรัสต์โดเมน A (คล้ายกับ One – way – trust หรือทรัสต์ทิศทางเดียว คือโดเมนที่ทำทรัสต์ (Trusting) สามารถให้โดเมนอื่นเข้ามาใช้งานทรัพยากรได้ แต่ตัวเองเข้าไปใช้ทรัพยากรของโดเมนอื่นไม่ได้)

ติดตั้ง Active Directory Domain Service

การจัดการ Active Directory ในทุกเครือข่ายจะต้องมี Server Roles 3 ตัวทำงานร่วมกัน คือ Active Directory Domain Services, DNS Server (ทำหน้าที่แปลงชื่อคอมพิวเตอร์ให้เป็นหมายเลข IP Address) และ DHCP Server (ทำหน้าที่แจกไอพีแอดเดรสให้เครื่องไคลเอนต์ในเครือข่าย)

การศึกษาในขั้นพื้นฐานเราจะใช้ Active Directory ที่มีโครงสร้างแบบ Single Forest – Single Domain มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชื่อ Capricorn เป็น PDC (Primary Domain Controller) และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชื่อ Penguin77 เป็น ADC (Additional Domain Controller) เอาไว้ทำหน้าที่ Backup Domain Controller (BDC) กรณีที่เครื่อง PDC ล่ม (down) ดังนั้นตัวอย่างนี้ เริ่มต้นเราจะติดตั้ง Server Roles ทั้ง 3 คือ Active Directory Domain Services, DNS Server และ DHCP Server ให้ทำงานร่วมกันในเซิร์ฟเวอร์ PDC ชื่อ Capricorn (เซิร์ฟเวอร์ต้องกำหนด IP Address และเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย)

ติดตั้ง Primary Domain Controller (PDC)

ปกติแล้วบน Active Directory Domain จะต้องมีเครื่อง PDC (Primary Domain Controller) อย่างน้อย 1 เครื่อง มีฐานข้อมูล “Active Directory Database” สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Identity, ยูสเซอร์, Certificates, COM+ ฯลฯ มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบผู้ใช้งาน (Authentication) และควบคุมเรื่องของการเข้าถึง (Access) ทรัพยากรต่างๆ แต่เพื่อความเสถียรในการทำงานควรจะมีเครื่อง Additional Domain Controller อยู่ในระบบด้วย เอาไว้ทำหน้าที่แทนกรณีที่เครื่อง PDC ล่ม (down)

ออพชันในการกำหนดค่าฟอเรสต์และโดเมนมีอยู่ 2 ตัวที่ต้องใช้งาน คือ Forest functional Level และ Domain functional Level

Forest functional Level หมายถึง การกำหนดระบบปฏิบัติการบนเซิร์ฟเวอร์ DC (Domain Controller) ทุกเครื่องที่อยู่ในฟอเรสต์ให้ใช้งานระบบปฎิบัติการไม่ตำกว่าที่ได้กำหนดไว้ใน Forest functional Level โดยจะมี 5 ตัว คือ Windows Server 2000, Windows Server 2003, Windows Server 2008, Windows Server 2008 R2 และ Windows Server 2012