การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน

ในโลกแห่งการสื่อสารในยุคปัจจุบันผู้คนต้องการความสนใจในการใช้คอมพิวเตอร์สร้างลักษณะในการทำงานในเมืองอยู่เสมอ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทำงานอัตโนมัติโดยใช้กระแสไฟฟ้าในวงจรต่างๆ

ในปัจจุบันผู้คนต่างๆใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการทำงานที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแม้แต่เป็นสมาร์ทโฟนก็มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำงานในปัจจุบัน ในการทำงานที่เปลี่ยนไปหรือไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่เป็นไปของการทำงานอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบัน

ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการพัฒนาทักษะในการทำงานโดยเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานที่ต่างกันออกไป บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มีในส่วนของคอมพิวเตอร์ซัพพอร์ตในการทำงานให้กับบุคลากรภายในองค์กร

แล้วอย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็เริ่มมีการปรับโครงสร้างหรือปรับรูปแบบในการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบการควบคุมในการทำงานที่บ้านเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงานในปัจจุบัน 

ผู้คนต่างๆหรือพนักงานออฟฟิศในยุคปัจจุบันก็เริ่มทำงานที่บ้านกันแล้ว โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสร้างรูปแบบการทำงานต่างๆขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการส่งข้อมูลการ Comment งานต่างๆ ในยุคปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนต้องการความสนใจในการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงาน

บทบาทหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมากมายอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงแต่คอมพิวเตอร์เท่านั้นที่มีการพัฒนาใน ในส่วนของ Software ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามที่อยู่ปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ซอฟต์แวร์เข้ามามีบทบาทในการทำงานเช่นเดียวกันทั่วประเทศหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์ยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะมีความรวดเร็วในการประมวลผล จึงทำให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงานในยุคปัจจุบันอย่างไรก็ตามในปัจจุบันคอมพิวเตอร์

และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเริ่มมีบทบาทในการทำงานที่มากยิ่งขึ้นเรื่อย เฉพาะในยุคนี้การพัฒนาในส่วนของ AI ปัญญาประดิษฐ์ก็เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในการทำงานต่างๆของผู้คนในยุคปัจจุบัน ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะในการทำงานที่มากยิ่งขึ้นให้การพัฒนางาน

การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานช่วย support ทางด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาแนวทางออกที่ดีที่ คอมพิวเตอร์ยังถูกใช้ในอีกหลากหลายงานตามความเหมาะสม ในปัจจุบันเราจึงเห็นคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนาตลอดเวลาเพื่อการใช้งานที่ได้รับความเหมาะสมที่สุด ตามที่ต้องการของผู้ใช้งาน 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   gclub slot เล่นผ่านเว็บ

ริจะเป็น Hacker ต้องระวัง

มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเคยเจอสถานการณ์ถูกแฮก Instagram , Facebook , Line เป็นต้น ซึ่งคนที่ถูกแฮกก็มีทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน ประชาชนทั่วไป ดารา ผู้มีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งร้านค้าทก็โดนแฮกได้ จุดประสงค์ของการแฮกก็มีตั้งแต่เพื่อความสนุก เพื่อต้องการขโมยข้อมูล เพื่อต้องการรู้ข้อมูล ไปจนถึงการทำลายข้อมูลเลยก็ได้ และคนที่แฮกข้อมูลแบบนี้เราจะเรียกว่า Hacker

Hacker คือ คนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องคอมพิวเตอร์ระดับชำนาญ เชี่ยวชาญทั้งเรื่องระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ , เรื่องเครือข่าย และรู้ว่าระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์นั้นมีช่องโหว่ตรงไหนที่จะสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้บ้าง Hacker ในมุมมองสมัยก่อนคือคนที่ชอบขโมยข้อมูล ทำลายข้อมูลของผู้อื่น ซึ่งสร้างความเสียหายมานักต่อนัก แต่หากนำเอาความรู้ด้านนี้ไปใช้ในทางที่ถูกก็ไม่น่าจะเรียกว่า Hacker ได้ อาจต้องเรียกว่า Security Professional แทน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่จะนำความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีมาใช้ในการตรวจตราระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ตรวจตราเครือข่าย หากพบช่องโหว่ก็จะคอยหมั่นแจ้งให้เจ้าของระบบทราบและรีบดำเนินการแก้ไข 

ในต่างประเทศมีการแบ่งประเภทของ Hacker ไว้ 2 กลุ่ม คือ

  1. White Hat Hacker ชื่อก็แปลตรงตัวอยู่แล้วว่าฝ่ายขาว นั่นก็แปลว่า Hacker กลุ่มนี้เป็นกลุ่มดี มีจริยธรรมได้ ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองในทางที่ถูก มีจริยธรรม เช่น การเป็น Security Professional นั่นเอง 
  2. Black Hat Hacker หรือ Cracker ชื่อก็แปลตรงตัวเลยว่าฝ่ายดำ Hacker กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไม่ดี ไร้ซึ่งจริยธรรม อย่างเช่น ทำตัวเป็น Hacker ที่ชอบไปป่วน ไปทำลาย ขโมยข้อมูลหรือระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น จนเขาได้รับความเสียหาย

แล้วในประเทศไทยล่ะ ถ้ามีการแฮกข้อมูลเกิดขึ้นจะมีความผิดอย่างไรบ้าง?

การแฮกข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือแฮกเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5 และ 7 

มาตรา 5 วางหลักว่า ผู้ใดเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นไม่ได้ไว้สำหรับบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 7 วางหลักว่า ผู้ใดเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถแต่ริอาจจะเป็น Hacker เพื่อขโมย หรือทำลายข้อมูล หรือป่วนระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นจะเป็นผู้มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และจะต้องได้รับโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นแล้วควรใช้ความรู้ความสามารถในด้านนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากจะไม่กระทบกับผู้อื่นแล้วยังดีต่อตัวเอง เผลอๆอาจจะได้นำเอาความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือคนอื่นหรือหาเงินให้แก่ตนเองได้อีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub

ชาร์จโทรศัพท์มือถืออย่างไรให้ถูกต้อง

เมื่อเราไปซื้อโทรศัพท์มือถือตามศูนย์ต่าง ๆพนักงานขายมักจะอธิบายเพียงแค่วิธีการใช้งาน และคุณสมบัติทั่ว ๆไปของโทรศัพท์มือถือรุ่นนั้น ๆแต่สิ่งที่พนักงานขายมักจะไม่อธิบายคือ วิธีการชาร์จโทรศัพท์มือถือที่ถูกต้อง

เพื่อให้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้นานขึ้น บทความนี้จึงจะมาอธิบายเกี่ยวกับวิธีการชาร์จโทรศัพท์มือถือที่ถูกต้องเพื่อให้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือของเรานั้นมีอายุการใช้งานได้มากขึ้น

สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงการชาร์จโทรศัพท์มือถือก็คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการชาร์จ ควรเป็นอุปกรณ์การชาร์จที่มีมาให้พร้อมกันในตอนซื้อโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบแล้วว่ามีกำลังไฟในการชาร์จโทรศัพท์มือถือที่เหมาะสมกับตัวเครื่อง

จะส่งกระแสไฟที่คงที่ ไม่ส่งกระแสไฟที่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไปที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือ หรือหากทำอุปกรณ์ในการชาร์จหาย การซื้ออุปกรณ์ในการชาร์จใหม่ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการชาร์จไฟเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากกระแสไฟที่ชาร์จเข้าโทรศัพท์มือถือ

เพราะหากเราซื้ออุปกรณ์การชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น จะส่งผลให้กระแสไฟไม่คงที่ ทำให้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือเกิดความเสียหายได้

ควรชาร์จโทรศัพท์มือถือเมื่อไหร่? ในการชาร์จโทรศัพท์มือถือนั้นไม่ควรให้แบตเตอรี่มีเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่า 20 หรือปล่อยจนเครื่องดับไป เพราะจะมีสารบางชนิดในแบตเตอรี่กระจายออกมาทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือของเรานั้นเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ ในการชาร์จโทรศัพท์มือถือนั้นเราสามารถเริ่มชาร์จที่เปอร์เซ็นต์ใดก็ได้ที่มากกว่า 20 จะไม่ส่งผลเสียใด ๆ

ต่อแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ และควรหยุดการชาร์จตั้งแต่ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เพราะหากชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้จนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันจะมีการตัดกระแสไฟอัตโนมัติเมื่อถึง 100 เปอร์เซ็นต์

แต่หากวางทิ้งไว้สักพักแล้วโทรศัพท์มือถือมีเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่ลดลง มันก็จะทำการชาร์จใหม่จนเต็มอีกครั้งเรื่อย ๆซึ่งไม่ส่งผลดีต่อโทรศัพท์ ฉะนั้นไม่ควรชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ในตอนนอน และตื่นขึ้นมาถอดอุปกรณ์การชาร์จในตอนเช้า

ไม่ควรใช้งานโทรศัพท์มือถือในขณะที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่ เพราะในขณะที่เรากำลังชาร์จแบตเตอรี่นั้น อุณหภูมิของโทรศัพท์มือถือจะมีความร้อนมากกว่าปกติ และหากเราใช้งานโทรศัพท์มือถือไปด้วยในขณะที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่นั้น ก็จะยิ่งทำให้อุณหภูมิสูงมากยิ่งขึ้น ซึ่งความร้อนส่งให้เกิดผลเสียต่อแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่มีความร้อนมากเกินปกติบ่อยครั้ง

จะทำให้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือนั้นเสื่อมคุณภาพได้เร็วยิ่งขึ้น การวางโทรศัพท์ก็เช่นกัน ไม่ควรวางไว้ในที่ ๆมีอุณหภูมิร้อนจนเกินไป อาทิ เช่น กลางแดด ในรถที่ไม่ได้มีการติดเครื่องไว้ เป็นต้น จะส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือเช่นกัน และหากทำได้ในระหว่างการชาร์จควรถอด Case ป้องกันการกระแทกออก

เพื่อเป็นการระบายความร้อนในระหว่างการชาร์จได้ดียิ่งขึ้น หรือหากชาร์จในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีการใช้งานจำเป็นใด ๆก็อาจปิดเครื่องเพื่อให้โทรศัพท์มือถือได้มีการพักระบบการทำงาน และเพื่อการชาร์จที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  จีคลับ สล็อต มือถือ

การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ในการฟังเพลง

         ในช่วงนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็อยู่บ้านเนื่องจากมีนโยบายให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้านแทนการเดินทางไปที่บริษัทดังนั้นหลายคนอาจจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายที่ไม่ได้เดินทางไปไหนมาไหนเลยหลายคนก็หาวิธีการที่จะให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและไม่เครียดมากจนเกินไปหาที่จะต้องอยู่แต่กับบ้านเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าหากทำงานอยู่กับที่บ้านคุณก็ต้องมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่ Notebook ในการทำงานซึ่งตัวคอมพิวเตอร์และ Notebook ของคนนั้นมีประโยชน์มากกว่าการนั่งพิมพ์งานเท่านั้นและหนึ่งในประโยชน์ที่จะมาแนะนำในวันนี้ก็คือคอมพิวเตอร์และ Notebook ของคุณสามารถเปิดฟังเพลงได้ด้วยหลายคนอาจจะไม่เคยได้ทดลองใช้เมนูนี้มาก่อน

ดังนั้นวันนี้จะมาแนะนำขั้นตอนการเปิดเพลงฟังจากเครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คเพราะเชื่อแน่นอนว่าหากใครที่ฟังเพลงส่วนใหญ่ก็จะเปิดผ่าน youtube เพราะการฟังเพลงจาก แผ่นเพลง MP3 เป็นขั้นตอนการฟังเพลงในสมัยยุค 90 ซึ่งเป็นยุคช่วงแรกๆที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทให้กับพวกเราดังนั้นเมื่อมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเรื่อยๆ

การฟังเพลงผ่านทางแผ่นเสียงจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยทดลองใช้เมนูนี้มาก่อนดังนั้นเรามาทบทวนความทรงจำกันว่าการเปิดเพลงผ่านทางคอมพิวเตอร์โดยใช้แผ่น MP3 นั้นสามารถเปิดอย่างไรและมีขั้นตอนแบบไหน

       สำหรับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเปิดเพลงฟังนั้นเราจะต้องมีแผ่น CD ซึ่งมีการโหลดเพลงไว้ในแผ่นนั้นก่อนหลังจากนั้นเราก็เปิดไปที่โปรแกรม windows media player ซึ่งโปรแกรมนี้จะเป็นโปรแกรมสำหรับใช้เปิดเพลงโดยเราจะต้องมีการนำแผ่นซีดีเพลงของเราใส่เข้าไปที่ช่องใส่แผ่นลงคอมพิวเตอร์เสร็จ

ก่อนหลังจากใส่ปุ๊บโปรแกรม windows media player ก็จะมีการทำงานให้เองอัตโนมัติเพียงเท่านี้เราก็สามารถฟังเพลงได้แล้วแต่ถ้าหากโปรแกรมไม่ทำงานอัตโนมัติล่ะเราก็มีวิธีการโดยเราก็ใส่แผ่นเข้าไปในช่องใส่ซีดีเพลงเหมือนเดิมหลัง

จากนั้นเราก็เลือกไปที่การเปิดผ่าน Windows Media Player เสร็จแล้วก็เลือกไปที่คำสั่งไฟล์ หลังจากนั้นก็กดเปิดที่นี้เราก็จะเห็นรายชื่อเพลงว่ามีเพลงอะไรบ้างในแผ่นซีดีของเราใช้เมาส์คลิกไปที่เพลงที่เราต้องการเปิด 2 ครั้งหลังจากนั้นเพลงก็จะขึ้นมาให้เราฟังซึ่งหากเราอยากจะเลือกฟังเพลงไหนเราก็แค่คลิกไปที่เพลงที่เราต้องการฟังเท่านั้นเอง

เห็นไหมคะว่าการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ได้ยุ่งยากมากที่มันมีขั้นตอนง่ายๆที่เราสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองได้คนรุ่นใหม่อาจจะยังไม่เคยใช้โปรแกรมนี้มาก่อนในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส Corona หากไม่รู้จะทำอะไรก็ลองมาใช้โปรแกรมโบราณก้นดูนะคะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   gclub