ริจะเป็น Hacker ต้องระวัง

มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเคยเจอสถานการณ์ถูกแฮก Instagram , Facebook , Line เป็นต้น ซึ่งคนที่ถูกแฮกก็มีทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน ประชาชนทั่วไป ดารา ผู้มีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งร้านค้าทก็โดนแฮกได้ จุดประสงค์ของการแฮกก็มีตั้งแต่เพื่อความสนุก เพื่อต้องการขโมยข้อมูล เพื่อต้องการรู้ข้อมูล ไปจนถึงการทำลายข้อมูลเลยก็ได้ และคนที่แฮกข้อมูลแบบนี้เราจะเรียกว่า Hacker

Hacker คือ คนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องคอมพิวเตอร์ระดับชำนาญ เชี่ยวชาญทั้งเรื่องระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ , เรื่องเครือข่าย และรู้ว่าระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์นั้นมีช่องโหว่ตรงไหนที่จะสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้บ้าง Hacker ในมุมมองสมัยก่อนคือคนที่ชอบขโมยข้อมูล ทำลายข้อมูลของผู้อื่น ซึ่งสร้างความเสียหายมานักต่อนัก แต่หากนำเอาความรู้ด้านนี้ไปใช้ในทางที่ถูกก็ไม่น่าจะเรียกว่า Hacker ได้ อาจต้องเรียกว่า Security Professional แทน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่จะนำความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีมาใช้ในการตรวจตราระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ตรวจตราเครือข่าย หากพบช่องโหว่ก็จะคอยหมั่นแจ้งให้เจ้าของระบบทราบและรีบดำเนินการแก้ไข 

ในต่างประเทศมีการแบ่งประเภทของ Hacker ไว้ 2 กลุ่ม คือ

  1. White Hat Hacker ชื่อก็แปลตรงตัวอยู่แล้วว่าฝ่ายขาว นั่นก็แปลว่า Hacker กลุ่มนี้เป็นกลุ่มดี มีจริยธรรมได้ ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองในทางที่ถูก มีจริยธรรม เช่น การเป็น Security Professional นั่นเอง 
  2. Black Hat Hacker หรือ Cracker ชื่อก็แปลตรงตัวเลยว่าฝ่ายดำ Hacker กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไม่ดี ไร้ซึ่งจริยธรรม อย่างเช่น ทำตัวเป็น Hacker ที่ชอบไปป่วน ไปทำลาย ขโมยข้อมูลหรือระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น จนเขาได้รับความเสียหาย

แล้วในประเทศไทยล่ะ ถ้ามีการแฮกข้อมูลเกิดขึ้นจะมีความผิดอย่างไรบ้าง?

การแฮกข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือแฮกเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5 และ 7 

มาตรา 5 วางหลักว่า ผู้ใดเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นไม่ได้ไว้สำหรับบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 7 วางหลักว่า ผู้ใดเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถแต่ริอาจจะเป็น Hacker เพื่อขโมย หรือทำลายข้อมูล หรือป่วนระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นจะเป็นผู้มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และจะต้องได้รับโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นแล้วควรใช้ความรู้ความสามารถในด้านนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากจะไม่กระทบกับผู้อื่นแล้วยังดีต่อตัวเอง เผลอๆอาจจะได้นำเอาความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือคนอื่นหรือหาเงินให้แก่ตนเองได้อีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub