การใช้คำสั่งเงื่อนไขของภาษา PHP

การใช้คำสั่งเงื่อนไขของภาษา PHP มีดังนี้

ภาษา PHP มีข้อดีสามารถเขียนคำสั่งเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนได้ แค่ผู้เขียนต้องทำความเข้าใจให้เป็นเหตุเป็นผลกันก่อน แล้วก็จะเริ่มเขียนมันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นหลักตรรกศาสตร์ทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นง่ายๆนั่นเอง

วิธีการก็คือ เราต้องมีลักษณะรูปแบบในการเขียนเงื่อนไขก็คือ if ถ้า เงื่อนไข A เป็นจริงให้ทำอะไร จากนั้น else ถ้าเงื่อนไข A เป็นเท็จ ให้ทำอะไร หลักการง่ายๆประมาณนี้นี่เอง ส่วนวิธีการเขียนโค้ดก็คือ เริ่มต้นด้วย <?php เช่นเคย และ if (เงื่อนไข) { ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ให้ทำ A } else { ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ให้ทำ B } และปิดท้ายด้วย ?> อย่างเช่นหากเราประยุกต์ใช้ในการตัดเกรดของนักเรียน

เราสามารถทำได้ดังนี้ เราตั้งเงื่อนไขว่า 0-49 คะแนน ติด F สอบตก, 50-59 เกรด D, 60-69 เกรด C, 70-79 เกรด B, และ 80+ เป็นเกรด A เราก็สามารถเขียนโค้ดได้ดังนี้

<?php

$score=67; // ระบุตัวแปร score มีค่าเท่ากับ 67

if($score<50){

echo “เกรด F”;

}else if($score<60){

echo “เกรด D”;

}else if($score<70){

echo “เกรด C”;

}else if($score<80){

echo “เกรด B”;

}esle{

echo “เกรด A”;

}

?>

จะเห็นได้ว่าเราสามารถเขียนเงื่อนไขทับซ้อนกันได้หลายเงื่อนไข เพียงแค่ต้องระบุให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง และหากตัวอย่างเรามีคะแนนแค่ 67 คะแนน เมื่อใส่โค้ดชุดนี้เสร็จแล้ว ผลลัพธ์หน้าเว็ปที่จะแสดงก็คือ เกรด C นั่นเอง

ต่อจากเงื่อนไขที่เป็น sting เป็นค่าเดียวแล้วนั้น อีกเรื่องที่ต้องทำความรู้จักคือเงื่อนไขที่เป็น Array หรือชุดค่าที่เก็บข้อมูลไว้หลายชื่อ โดยมากแล้วจะมีเครื่องหมาย [] ครอบเอาไว้และภายในจะแบ่งแต่ละชื่อ หรือแต่ละไอเทมด้วยสัญลักษณ์ , นั่นเอง โดยการเรียกข้อมูลนั้นเราจะเรียกข้อมูลตามค่า index 0,1,2,3,4… ไปเรื่อยๆ นั่นก็คือเรียกตามจำนวนไอเทมที่มีในสัญลักษณ์ [] นั่นเอง โดยค่าแรกจะนับเป็น 0 เสมอ

อย่างเช่น เราใช้คำสั่ง 

<?php 

    $alphabet = [“AA” , “BB” , “CC” , “DD”];

    echo “<br>”.$ alphabet [0];

    echo “<br>”.$ alphabet [1];

    echo “<br>”.$ alphabet [2];

    echo “<br>”.$ alphabet [3];

?>

เมื่อไปดูผลลัพธ์ที่หน้าเว็ปไซต์ ก็จะโชว์ผลลัพธ์ว่า

AA BB CC DD นั่นเอง

การใช้คำสั่ง array นอกจากจะเรียกเป็น index หรือตำแหน่ง ไอเทม ในกล่อง [] แล้วนั้น เรายังสามารถกำหนดชื่อ หรือ Key เพื่อใช้เรียกแทนตำแหน่งได้ด้วย เพื่อความสะดวกไม่ต้องคอยนับจำนวนไอเทมในกล่อง []  อย่างเช่น

$address = [“บ้านเลขที่” => “199”, “หมู่” => “9”, “ตำบล” => “แม่ริม”, “อำเภอ” => “ม่อนแจ่ม” , “จังหวัด” => “เชียงใหม่” ];

echo $address[“บ้านเลขที่”]; echo $address[“หมู่”]; echo $address[“ตำบล”]; echo $address[“อำเภอ”];

ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็น 199 9 แม่ริม ม่อนแจ่ม แบบนี้เป็นต้น

ต่อยอดงานกราฟฟิกด้วย Adobe Illustrator

งานกราฟฟิกในปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

จนถึงขั้นมีการหัดทำกันในระดับครัวเรือน ทำให้คนที่มีสกิลความสามารถทางด้าน Adobe Illustrator เริ่มมีมากขึ้นในตลาด จนเริ่มเป็นคำถามว่าจะเอาไปพัฒนาต่อยอดทำอะไรต่อได้อีกบ้าง หัวใจสำคัญของโปรแกรม AI คือการวาดลายเส้น รูปทรงต่างๆ

ซึ่งงานที่ออกมาจะเป็นลายเส้นเวคเตอร์กราฟฟิก ไม่ได้เป็นแนวงานวาดภาพระบายสี เหมือน Photoshop หรือ โปรแกรม Paint วันนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกันว่าสุดยอดโปรแกรมอย่าง Adobe Illustrator ทำอะไรได้บ้าง

  1. ออกแบบโลโก้ ผลิตภัณฑ์ โลโก้สินค้า โลโก้แบรนด์ต่างๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน แบรนด์โลโก้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าของคุณจดจำสินค้าหรือบริการของคุณได้ หากเราไม่ออกแบบให้ดีให้เป็นที่น่าจดจำแล้วล่ะก็ โอกาสที่ธุรกิจจะไม่โต แบรนด์ไม่ดัง คนไม่รู้จักมีสูงมาก ๆ

ฉะนั้นโปรแกรม Adobe Illustrator จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการออกแบบโลโก้แบรนด์ ด้วยเครื่องมือสร้างรูปร่างรูปแบบต่างๆ จนถึงการใส่ตัวหนังสือ เปลี่ยนสี ใส่ลาย ใส่หลาย Font ผสมกัน พลิกกลับด้าน ทำ Mirror ก็ได้หมดอย่างที่จินตนาการจะนึกออก

  1. Packaging สินค้าและผลิตภัณฑ์

ตัว Packaging สินค้าและผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ รองลงมาจากแบรนด์โลโก้ ถ้า Packaging เราโดดเด่น ร้อยทั้งร้อยลูกค้าจำเราได้แน่นอน ความโดดเด่นนี้แบ่งได้หลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ใช้งานง่าย ออกแบบให้สวยงาม หรืออกแบบด้วยวัสดุที่น่าสนใจ รักษาธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการออกแบบนั้นก็ต้องเริ่มจากการออกแบบใน AI นี้ก่อน และลองใส่สี ใส่แสงต่างๆ เพื่อจำลองว่าเวลาชิ้นงานออกมาจริงแล้วน่าสนใจขนาดไหน ดีกว่าไปลองผลิตทิ้งๆกว้างๆเปลืองเงินลงทุนไปแบบฟรีๆ

  1. ออกแบบหน้าเว็ปไซต์ให้สวยงาม

การทำเว็ปไซต์ถ้าให้ดีต้องมีการออกแบบเอาไว้ก่อน เผื่อที่ว่าเราจะได้มีไกด์ไลน์ในการออกแบบ เวลาทำงานจริงจะประหยัดเวลาไปได้มาก และไม่หลงทิศหลงทาง โปรแกรม AI นี้สามารถออกแบบได้ทุกส่วนในเว็ปไซต์เลย

ไม่ว่าจะเป็นภาพกราฟฟิค ภาพพื้นหลัง ป้ายโฆษณาส่วนหัว ส่วนท้าย หรือส่วนอื่นๆในเว็ปไซต์ รวมไปถึงไอคอน Shortcut ในการเข้าถึงเมนูต่างๆอีกด้วย

Windows Server 2012 R2

Transitive Trusts คือการทรัสต์แบบ two – way trust relationship (Automatically) เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแบบถ่ายทอดความสัมพันธ์ได้ กล่าวคือในกรณีที่โดเมน A ทรัสต์โดเมน B, โดเมน B ทรัสต์โดเมน C จากนั้นโดเมน C จะทรัสต์กับโดเมน A แบบอัตโนมัติ

Non – Transitive Trust คือการทรัสต์แบบธรรมดา ไม่มีการถ่ายทอดความสัมพันธ์ไปยังโดเมนอื่น กล่าวคือ กรณีที่โดเมน A ทรัสต์โดเมน B และโดเมน B ทรัสต์โดเมน C แต่ไม่ทำให้โดเมน C ทรัสต์โดเมน A (คล้ายกับ One – way – trust หรือทรัสต์ทิศทางเดียว คือโดเมนที่ทำทรัสต์ (Trusting) สามารถให้โดเมนอื่นเข้ามาใช้งานทรัพยากรได้ แต่ตัวเองเข้าไปใช้ทรัพยากรของโดเมนอื่นไม่ได้)

ติดตั้ง Active Directory Domain Service

การจัดการ Active Directory ในทุกเครือข่ายจะต้องมี Server Roles 3 ตัวทำงานร่วมกัน คือ Active Directory Domain Services, DNS Server (ทำหน้าที่แปลงชื่อคอมพิวเตอร์ให้เป็นหมายเลข IP Address) และ DHCP Server (ทำหน้าที่แจกไอพีแอดเดรสให้เครื่องไคลเอนต์ในเครือข่าย)

การศึกษาในขั้นพื้นฐานเราจะใช้ Active Directory ที่มีโครงสร้างแบบ Single Forest – Single Domain มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชื่อ Capricorn เป็น PDC (Primary Domain Controller) และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชื่อ Penguin77 เป็น ADC (Additional Domain Controller) เอาไว้ทำหน้าที่ Backup Domain Controller (BDC) กรณีที่เครื่อง PDC ล่ม (down) ดังนั้นตัวอย่างนี้ เริ่มต้นเราจะติดตั้ง Server Roles ทั้ง 3 คือ Active Directory Domain Services, DNS Server และ DHCP Server ให้ทำงานร่วมกันในเซิร์ฟเวอร์ PDC ชื่อ Capricorn (เซิร์ฟเวอร์ต้องกำหนด IP Address และเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย)

ติดตั้ง Primary Domain Controller (PDC)

ปกติแล้วบน Active Directory Domain จะต้องมีเครื่อง PDC (Primary Domain Controller) อย่างน้อย 1 เครื่อง มีฐานข้อมูล “Active Directory Database” สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Identity, ยูสเซอร์, Certificates, COM+ ฯลฯ มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบผู้ใช้งาน (Authentication) และควบคุมเรื่องของการเข้าถึง (Access) ทรัพยากรต่างๆ แต่เพื่อความเสถียรในการทำงานควรจะมีเครื่อง Additional Domain Controller อยู่ในระบบด้วย เอาไว้ทำหน้าที่แทนกรณีที่เครื่อง PDC ล่ม (down)

ออพชันในการกำหนดค่าฟอเรสต์และโดเมนมีอยู่ 2 ตัวที่ต้องใช้งาน คือ Forest functional Level และ Domain functional Level

Forest functional Level หมายถึง การกำหนดระบบปฏิบัติการบนเซิร์ฟเวอร์ DC (Domain Controller) ทุกเครื่องที่อยู่ในฟอเรสต์ให้ใช้งานระบบปฎิบัติการไม่ตำกว่าที่ได้กำหนดไว้ใน Forest functional Level โดยจะมี 5 ตัว คือ Windows Server 2000, Windows Server 2003, Windows Server 2008, Windows Server 2008 R2 และ Windows Server 2012